ประเภท
ประเภทของการพูด
มี 2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal)
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal)
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้อง มิตรสหาย คนสนิทและไม่เป็นพิธีการ ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อน แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.1 การพูดทั่วไป เช่น การพูดกับญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่มีโอกาสพบปะพูดจากันเสมอในชีวิตประจำวัน
1.2 การสนทนา คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน การสนทนาอาจทำได้ตั้งแต่ไม่เป็นทางการจนถึงเป็นทางการ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) ได้แก่ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตอง เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อจุดมุ่งหมายต่างกัน เป็นการพูดที่มีแบบแผนเป็นพิธีการ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อนและฝึกฝนเป็นอย่างดี ภาษาต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล รูปแบบก่อนพูดอย่างเป็นทางการแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
2.1 การพูดโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดโดยกะทันหัน” การพูดแบบนี้ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ประสบการณ์ ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่เดิม
2.2 การพูดโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดแบบมีโน๊ตย่อ” ผู้พูดต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไร ที่ไหน ใครฟัง จึงสามารถ เตรียมเนื้อเรื่อง เตรียมอุปกรณ์ประกอบการพูดและทำโน๊ตย่อหรือ โครงเรื่องที่จะพูดมาดูได้ในขณะที่พูด
2.3 การพูดจากความจำ เรียกว่า “การพูดแบบท่องจำ” การพูดแบบนี้เหมาะสมกับผู้พูดที่มีความจำดี และเป็นเรื่องที่ไม่ยาวนัก ผู้พูดต้องมีเวลาในการนำเรื่องไปอ่าน ท่องจำให้ได้ทั้งหมดโดยจดจำประเด็นสำคัญให้ได้
2.4 การพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดตามต้นฉบับที่ตระเตรียมไว้ให้ครบถ้วน วิธีนี้จึงดูเหมือนเป็นการอ่านจากต้นฉบับ แต่ผู้พูดจะต้องใช้สายตามองดูผู้ฟังมากกว่าต้นฉบับ จึงมักใช้ในการพูดที่เป็นพิธีการ เช่น กล่าวสุนทรพจน์ คำปราศรัย แถลงการณ์ เป็นต้น
หากแบ่งอย่างกว้างๆ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การพูดที่จำแนกตามจำนวนผู้ฟัง ได้แก่
1.1 การพูดระหว่างบุคคล ซึ่งอาจมีเพียง 2 คน หรือในกลุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นหน้ากัน เช่น การสนทนา การเล่าเรื่อง การแนะนำตัว การตอบข้อซักถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น
1.2 การพูดในที่ประชุมชน เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมากจึงต้องมีการเตรียมใจ เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลิกภาพและเนื้อเรื่องที่จะนำเสนอ เช่น การสัมมนา การโต้วาที การให้โอวาท การกล่าวแสดงสุนทรพจน์ เป็นต้น
2. การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด ได้แก่
2.1 การพูดโดยฉับพลัน เป็นการพูดโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแต่มีผู้เชิญให้พูดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้เรียกการพูดแบบนี้ว่า “การพูดแบบกลอนสด” ผู้พูดจึงต้องอาศัยพรสวรรค์ ไหวพริบและการช่างสังเกตจึงจะทำให้การพูดลุล่วงไปด้วยดี เช่น การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ได้รับให้กล่าวขอบคุณวิทยากรอย่างกะทันหัน เป็นต้น
2.2 การพูดโดยท่องจำ เป็นการพูดที่ผู้พูดรู้ตัวมาก่อนและมีการ เตรียมตัวทั้งทางด้านเนื้อหา บุคลิกภาพ เช่น การกล่าวต้อนรับผู้มาเยือน การกล่าวอำลา การกล่าวให้โอวาท เป็นต้น สิ่งสำคัญของการพูดแบบนี้คือ ต้องพูดให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่พูดแบบท่องจำ
2.3 การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ การพูดแบบนี้ผู้พูดจะพูดจากต้นฉบับที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรือให้ผู้อื่นเตรียมให้ ผู้พูดจึงควรมีการซ้อมอ่านมาก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาด
2.4 การพูดโดยมีบันทึก เป็นการพูดในที่ประชุมชนที่นิยมใช้กันมาก และได้ผลดีกว่าแบบอื่นๆ แต่ผู้พูดต้องศึกษาค้นคว้าและเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูดให้ถ่องแท้ มีการจดบันทึกเฉพาะข้อความที่สำคัญๆ เช่น หัวข้อสำคัญ ตัวอย่าง สถิติ สำนวน คำคม รวมทั้งชื่อสกุลของบุคคลสำคัญที่นำมาอ้างถึงด้วย เป็นต้น
นภดล จันทร์เพ็ญ (2539 : 59) ได้แบ่งการพูดออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) คือการพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่เป็นพิธีการ มีจำนวนผู้ฟังไม่ มากนัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 การพูดทั่วไป คือ การพูดกับญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันเสมอๆ ในชีวิตประจำวันการพูดแบบนี้ไม่ต้องมีการเตรียมตัว
1.2 การสนทนา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน โดยมีผู้ร่วมสนทนาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การสนทนาอาจทำได้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับคู่สนทนาจึงควรมีลักษณะดังนี้
1.2.1 มีความรู้รอบตัวและมีปฏิภาณไหวพริบ
1. 2.2 เป็นผู้ฟังที่ดี
1.2.3 มีอารมณ์ขัน ร่าเริง แจ่มใส
1.2.4 ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
1.2.5 ให้ความสนใจและเข้าใจคู่สนทนา
1.2.6 มีความจริงใจและให้เกียรติคู่สนทนา
1.2.7 สามารถนำผู้อื่นเข้าร่วมสนทนาได้
1.2.8 พูดเรื่องที่คู่สนทนารู้และสนใจ
1.2.9 มีศิลปะในการแสดงความคิดเห็นขัดแย้งได้อย่างนุ่มนวล
1.2.10 รู้จักยกย่องคู่สนทนาอย่างพอเหมาะพอดี
1.2.11 มีความสุภาพอ่อนโยนทั้งคำพูดและกิริยาอาการ
1.2.12 มีศิลปะในการกล่าวคำปฏิเสธ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) คือ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตองเป็นแบบแผน และส่วนใหญ่เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อ จุดมุ่งหมายต่างกัน ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น การปาฐกถา การอภิปราย การโต้วาที การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น
ในการพูดอย่างเป็นทางการหรือการพูดในที่ชุมชน ผะอบ โปษะกฤษณะ (2535 : 120) ได้แบ่งขั้นตอนการพูดออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. ก่อนพูด คือ ขั้นเตรียมตัวเพื่อการพูดและฝึกพูด
2. ขณะพูด คือ การปฏิบัติการพูดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. หลังพูด คือ การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินด้วนตนเองและผู้อื่นก็ได้
ประเภทของการพูด
มี 2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal)
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal)
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้อง มิตรสหาย คนสนิทและไม่เป็นพิธีการ ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อน แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.1 การพูดทั่วไป เช่น การพูดกับญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่มีโอกาสพบปะพูดจากันเสมอในชีวิตประจำวัน
1.2 การสนทนา คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน การสนทนาอาจทำได้ตั้งแต่ไม่เป็นทางการจนถึงเป็นทางการ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) ได้แก่ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตอง เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อจุดมุ่งหมายต่างกัน เป็นการพูดที่มีแบบแผนเป็นพิธีการ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อนและฝึกฝนเป็นอย่างดี ภาษาต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล รูปแบบก่อนพูดอย่างเป็นทางการแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
2.1 การพูดโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดโดยกะทันหัน” การพูดแบบนี้ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ประสบการณ์ ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่เดิม
2.2 การพูดโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดแบบมีโน๊ตย่อ” ผู้พูดต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไร ที่ไหน ใครฟัง จึงสามารถ เตรียมเนื้อเรื่อง เตรียมอุปกรณ์ประกอบการพูดและทำโน๊ตย่อหรือ โครงเรื่องที่จะพูดมาดูได้ในขณะที่พูด
2.3 การพูดจากความจำ เรียกว่า “การพูดแบบท่องจำ” การพูดแบบนี้เหมาะสมกับผู้พูดที่มีความจำดี และเป็นเรื่องที่ไม่ยาวนัก ผู้พูดต้องมีเวลาในการนำเรื่องไปอ่าน ท่องจำให้ได้ทั้งหมดโดยจดจำประเด็นสำคัญให้ได้
2.4 การพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดตามต้นฉบับที่ตระเตรียมไว้ให้ครบถ้วน วิธีนี้จึงดูเหมือนเป็นการอ่านจากต้นฉบับ แต่ผู้พูดจะต้องใช้สายตามองดูผู้ฟังมากกว่าต้นฉบับ จึงมักใช้ในการพูดที่เป็นพิธีการ เช่น กล่าวสุนทรพจน์ คำปราศรัย แถลงการณ์ เป็นต้น
หากแบ่งอย่างกว้างๆ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การพูดที่จำแนกตามจำนวนผู้ฟัง ได้แก่
1.1 การพูดระหว่างบุคคล ซึ่งอาจมีเพียง 2 คน หรือในกลุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นหน้ากัน เช่น การสนทนา การเล่าเรื่อง การแนะนำตัว การตอบข้อซักถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น
1.2 การพูดในที่ประชุมชน เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมากจึงต้องมีการเตรียมใจ เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลิกภาพและเนื้อเรื่องที่จะนำเสนอ เช่น การสัมมนา การโต้วาที การให้โอวาท การกล่าวแสดงสุนทรพจน์ เป็นต้น
2. การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด ได้แก่
2.1 การพูดโดยฉับพลัน เป็นการพูดโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแต่มีผู้เชิญให้พูดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้เรียกการพูดแบบนี้ว่า “การพูดแบบกลอนสด” ผู้พูดจึงต้องอาศัยพรสวรรค์ ไหวพริบและการช่างสังเกตจึงจะทำให้การพูดลุล่วงไปด้วยดี เช่น การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ได้รับให้กล่าวขอบคุณวิทยากรอย่างกะทันหัน เป็นต้น
2.2 การพูดโดยท่องจำ เป็นการพูดที่ผู้พูดรู้ตัวมาก่อนและมีการ เตรียมตัวทั้งทางด้านเนื้อหา บุคลิกภาพ เช่น การกล่าวต้อนรับผู้มาเยือน การกล่าวอำลา การกล่าวให้โอวาท เป็นต้น สิ่งสำคัญของการพูดแบบนี้คือ ต้องพูดให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่พูดแบบท่องจำ
2.3 การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ การพูดแบบนี้ผู้พูดจะพูดจากต้นฉบับที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรือให้ผู้อื่นเตรียมให้ ผู้พูดจึงควรมีการซ้อมอ่านมาก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาด
2.4 การพูดโดยมีบันทึก เป็นการพูดในที่ประชุมชนที่นิยมใช้กันมาก และได้ผลดีกว่าแบบอื่นๆ แต่ผู้พูดต้องศึกษาค้นคว้าและเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูดให้ถ่องแท้ มีการจดบันทึกเฉพาะข้อความที่สำคัญๆ เช่น หัวข้อสำคัญ ตัวอย่าง สถิติ สำนวน คำคม รวมทั้งชื่อสกุลของบุคคลสำคัญที่นำมาอ้างถึงด้วย เป็นต้น
นภดล จันทร์เพ็ญ (2539 : 59) ได้แบ่งการพูดออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) คือการพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่เป็นพิธีการ มีจำนวนผู้ฟังไม่ มากนัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 การพูดทั่วไป คือ การพูดกับญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันเสมอๆ ในชีวิตประจำวันการพูดแบบนี้ไม่ต้องมีการเตรียมตัว
1.2 การสนทนา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน โดยมีผู้ร่วมสนทนาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การสนทนาอาจทำได้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับคู่สนทนาจึงควรมีลักษณะดังนี้
1.2.1 มีความรู้รอบตัวและมีปฏิภาณไหวพริบ
1. 2.2 เป็นผู้ฟังที่ดี
1.2.3 มีอารมณ์ขัน ร่าเริง แจ่มใส
1.2.4 ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
1.2.5 ให้ความสนใจและเข้าใจคู่สนทนา
1.2.6 มีความจริงใจและให้เกียรติคู่สนทนา
1.2.7 สามารถนำผู้อื่นเข้าร่วมสนทนาได้
1.2.8 พูดเรื่องที่คู่สนทนารู้และสนใจ
1.2.9 มีศิลปะในการแสดงความคิดเห็นขัดแย้งได้อย่างนุ่มนวล
1.2.10 รู้จักยกย่องคู่สนทนาอย่างพอเหมาะพอดี
1.2.11 มีความสุภาพอ่อนโยนทั้งคำพูดและกิริยาอาการ
1.2.12 มีศิลปะในการกล่าวคำปฏิเสธ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) คือ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตองเป็นแบบแผน และส่วนใหญ่เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อ จุดมุ่งหมายต่างกัน ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น การปาฐกถา การอภิปราย การโต้วาที การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น
ในการพูดอย่างเป็นทางการหรือการพูดในที่ชุมชน ผะอบ โปษะกฤษณะ (2535 : 120) ได้แบ่งขั้นตอนการพูดออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. ก่อนพูด คือ ขั้นเตรียมตัวเพื่อการพูดและฝึกพูด
2. ขณะพูด คือ การปฏิบัติการพูดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. หลังพูด คือ การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินด้วนตนเองและผู้อื่นก็ได้
แบบฝึกหัด วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน
ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
1.การพูดมีกี่ประเภทอะไรบ้างพร้อมอธิบาย
2.การพูดแบบเป็นทางทางใชในโอกาสใด
3.การพูดไม่เป็นทางการใช้ในโอกาสใด
4.การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด มีอะรไบ้งจงอธิบาย
5.กรณีที่นักเรียนออกไปรายงานหน้าชั้นควรใช้การพูดแบบใดเพราะอะไร
