2552-06-20

วิชาภาษาไทย เรื่อง.การพูด

ประเภท
ประเภทของการพูด
มี 2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal)
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal)
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้อง มิตรสหาย คนสนิทและไม่เป็นพิธีการ ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อน แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.1 การพูดทั่วไป เช่น การพูดกับญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่มีโอกาสพบปะพูดจากันเสมอในชีวิตประจำวัน
1.2 การสนทนา คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน การสนทนาอาจทำได้ตั้งแต่ไม่เป็นทางการจนถึงเป็นทางการ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) ได้แก่ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตอง เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อจุดมุ่งหมายต่างกัน เป็นการพูดที่มีแบบแผนเป็นพิธีการ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อนและฝึกฝนเป็นอย่างดี ภาษาต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล รูปแบบก่อนพูดอย่างเป็นทางการแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
2.1 การพูดโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดโดยกะทันหัน” การพูดแบบนี้ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ประสบการณ์ ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่เดิม
2.2 การพูดโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดแบบมีโน๊ตย่อ” ผู้พูดต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไร ที่ไหน ใครฟัง จึงสามารถ เตรียมเนื้อเรื่อง เตรียมอุปกรณ์ประกอบการพูดและทำโน๊ตย่อหรือ โครงเรื่องที่จะพูดมาดูได้ในขณะที่พูด
2.3 การพูดจากความจำ เรียกว่า “การพูดแบบท่องจำ” การพูดแบบนี้เหมาะสมกับผู้พูดที่มีความจำดี และเป็นเรื่องที่ไม่ยาวนัก ผู้พูดต้องมีเวลาในการนำเรื่องไปอ่าน ท่องจำให้ได้ทั้งหมดโดยจดจำประเด็นสำคัญให้ได้
2.4 การพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดตามต้นฉบับที่ตระเตรียมไว้ให้ครบถ้วน วิธีนี้จึงดูเหมือนเป็นการอ่านจากต้นฉบับ แต่ผู้พูดจะต้องใช้สายตามองดูผู้ฟังมากกว่าต้นฉบับ จึงมักใช้ในการพูดที่เป็นพิธีการ เช่น กล่าวสุนทรพจน์ คำปราศรัย แถลงการณ์ เป็นต้น

หากแบ่งอย่างกว้างๆ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การพูดที่จำแนกตามจำนวนผู้ฟัง ได้แก่
1.1 การพูดระหว่างบุคคล ซึ่งอาจมีเพียง 2 คน หรือในกลุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นหน้ากัน เช่น การสนทนา การเล่าเรื่อง การแนะนำตัว การตอบข้อซักถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น
1.2 การพูดในที่ประชุมชน เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมากจึงต้องมีการเตรียมใจ เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลิกภาพและเนื้อเรื่องที่จะนำเสนอ เช่น การสัมมนา การโต้วาที การให้โอวาท การกล่าวแสดงสุนทรพจน์ เป็นต้น
2. การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด ได้แก่
2.1 การพูดโดยฉับพลัน เป็นการพูดโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแต่มีผู้เชิญให้พูดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้เรียกการพูดแบบนี้ว่า “การพูดแบบกลอนสด” ผู้พูดจึงต้องอาศัยพรสวรรค์ ไหวพริบและการช่างสังเกตจึงจะทำให้การพูดลุล่วงไปด้วยดี เช่น การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ได้รับให้กล่าวขอบคุณวิทยากรอย่างกะทันหัน เป็นต้น
2.2 การพูดโดยท่องจำ เป็นการพูดที่ผู้พูดรู้ตัวมาก่อนและมีการ เตรียมตัวทั้งทางด้านเนื้อหา บุคลิกภาพ เช่น การกล่าวต้อนรับผู้มาเยือน การกล่าวอำลา การกล่าวให้โอวาท เป็นต้น สิ่งสำคัญของการพูดแบบนี้คือ ต้องพูดให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่พูดแบบท่องจำ
2.3 การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ การพูดแบบนี้ผู้พูดจะพูดจากต้นฉบับที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรือให้ผู้อื่นเตรียมให้ ผู้พูดจึงควรมีการซ้อมอ่านมาก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาด
2.4 การพูดโดยมีบันทึก เป็นการพูดในที่ประชุมชนที่นิยมใช้กันมาก และได้ผลดีกว่าแบบอื่นๆ แต่ผู้พูดต้องศึกษาค้นคว้าและเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูดให้ถ่องแท้ มีการจดบันทึกเฉพาะข้อความที่สำคัญๆ เช่น หัวข้อสำคัญ ตัวอย่าง สถิติ สำนวน คำคม รวมทั้งชื่อสกุลของบุคคลสำคัญที่นำมาอ้างถึงด้วย เป็นต้น

นภดล จันทร์เพ็ญ (2539 : 59) ได้แบ่งการพูดออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ (Informal) คือการพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่เป็นพิธีการ มีจำนวนผู้ฟังไม่ มากนัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 การพูดทั่วไป คือ การพูดกับญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันเสมอๆ ในชีวิตประจำวันการพูดแบบนี้ไม่ต้องมีการเตรียมตัว
1.2 การสนทนา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน โดยมีผู้ร่วมสนทนาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การสนทนาอาจทำได้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับคู่สนทนาจึงควรมีลักษณะดังนี้
1.2.1 มีความรู้รอบตัวและมีปฏิภาณไหวพริบ
1. 2.2 เป็นผู้ฟังที่ดี
1.2.3 มีอารมณ์ขัน ร่าเริง แจ่มใส
1.2.4 ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
1.2.5 ให้ความสนใจและเข้าใจคู่สนทนา
1.2.6 มีความจริงใจและให้เกียรติคู่สนทนา
1.2.7 สามารถนำผู้อื่นเข้าร่วมสนทนาได้
1.2.8 พูดเรื่องที่คู่สนทนารู้และสนใจ
1.2.9 มีศิลปะในการแสดงความคิดเห็นขัดแย้งได้อย่างนุ่มนวล
1.2.10 รู้จักยกย่องคู่สนทนาอย่างพอเหมาะพอดี
1.2.11 มีความสุภาพอ่อนโยนทั้งคำพูดและกิริยาอาการ
1.2.12 มีศิลปะในการกล่าวคำปฏิเสธ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) คือ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตองเป็นแบบแผน และส่วนใหญ่เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อ จุดมุ่งหมายต่างกัน ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น การปาฐกถา การอภิปราย การโต้วาที การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น
ในการพูดอย่างเป็นทางการหรือการพูดในที่ชุมชน ผะอบ โปษะกฤษณะ (2535 : 120) ได้แบ่งขั้นตอนการพูดออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. ก่อนพูด คือ ขั้นเตรียมตัวเพื่อการพูดและฝึกพูด
2. ขณะพูด คือ การปฏิบัติการพูดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. หลังพูด คือ การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินด้วนตนเองและผู้อื่นก็ได้
แบบฝึกหัด วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน
ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
1.การพูดมีกี่ประเภทอะไรบ้างพร้อมอธิบาย
2.การพูดแบบเป็นทางทางใชในโอกาสใด
3.การพูดไม่เป็นทางการใช้ในโอกาสใด
4.การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด มีอะรไบ้งจงอธิบาย
5.กรณีที่นักเรียนออกไปรายงานหน้าชั้นควรใช้การพูดแบบใดเพราะอะไร

2552-05-24

นวัตกรรมและทเคโนโลยี

นวัตกรรม
ความหมายของเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการศึกษาความหมายของเทคโนโลยี คือ การนำเอากระบวนการ วิธีการ และแนวความคิดใหม่ ๆ มาใช้ หรือประยุกต์ใช้อย่างมีระบบเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา คือ ความคิดและวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้ กระบวนการทางการศึกษามีประสิทธิภาพสูงขึ้นเปรียบเทียบความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาตามทัศนะทางวิทยาศาสตร์กายภาพและทัศนะทางพฤติกรรมศาสตร์ทัศนะทางวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นไปที่วัสดุอุปกรณ์ หรือผลิตผลทางวิศวกรรม แต่ไม่รวมวิธีการ ปฏิสัมพันธ์อื่น ๆ เพราะการนำเอาเครื่องมือมาช่วยในกระบวนการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ตามจุดหมายได้ง่ายขึ้น การประดิษฐ์พัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เรียกว่า เทคโนโลยีทางเครื่องมือ ทัศนะทางพฤติกรรมศาสตร์ มุ่งไปที่พฤติกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ จัดการเรียนการสอนให้ สอดคล้องกับพฤติกรรมจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพความหมายของการศึกษาตามความเข้าใจของบุคคลในระดับต่าง ๆบุคคลธรรมดาสามัญ การศึกษาเป็นการเล่าเรียนฝึกฝน และอบรมบุคคลในวิชาชีพทางการศึกษา เป็นศิลปะการถ่ายทอดความรู้จากอดีต ซึ่งรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบเพื่อให้บุคคลรุ่นหลังเข้าใจและนำไปปฏิบัติบุคคลที่เป็นนักการศึกษา แบ่งเป็น 2 ทัศนะ1. ทัศนะแนวสังคมนิยม คือการปรับตัวให้เข้ากับสังคมด้านศาสนาวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี2. ทัศนุเสรีนิยม คือ การมุ่งพัฒนาบุคคลแต่ละคนให้เจริญงอกงามเต็มที่ตามความสามารถที่เขามีอยู่แล้วเทคโนโลยีการศึกษามี 3 ระดับ แต่ละระดับมีความหมายว่า1. ระดับอุปกรณ์การสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีในระดับเครื่องช่วยการสอนของครู เป็นการ เร้าความสนใจของนักเรียน ขยายความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง เป็นการเพิ่มความสัมผัสจากการใช้ หูฟังครูพูดอย่างเดียว ให้มีสัมผัสหลายทางโดยการใช้ภาพใช้เสียงจากเสียงจริง การใช้เทคโนโลยี ระดับนี้ต้องควบคู่ไปกับการสอนของครูตลอดเวลาจึงจะได้ผลดี2. ระดับวิธีสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีแทนการสอนของครูด้วยตัวเอง โดยผู้สอนไม่จำเป็น ต้องอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกับผู้เรียนเสมอไป การใช้เทคโนโลยีระดับนี้บทบาทของครูต่อหน้า ผู้เรียนลดลงมีผลดีในแง่การจัดกิจกรรม การใช้เครื่องมือ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีความผูกพันระหว่างครูกับผู้เรียน3. ระดับการจัดระบบการศึกษา เป็นการใช้เทคโนโลยีการศึกษาระดับกว้าง สามารถจัดระบบ การศึกษาตอบสนองกับผู้เรียนได้จำนวนมาก เช่นระบบการสอนทางไกล เทคโนโลยีระดับนี้มีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่นงานบริหารการศึกษา งานพัฒนาการศึกษาข้อแตกต่าง และความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมนวัตกรรมคือ ความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเทคโนโลยีคือ การนำเอาขบวนการวิธีการและแนวความคิดใหม่ ๆ มาใช้หรือประยุกต์ใช้อย่าง มีระบบเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรม คือ การให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความคิดหรือการกระทำใหม่ ๆ จะถูกนำมาใช้ก่อนจนกว่าจะถูกให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ งานในปัจจุบัน ดังนั้นความคิดหรือการกระทำใหม่ ๆ ที่เรียกว่านวัตกรรมจะกลายเป็นเทคโนโลยีทันทีขั้นตอนในการเกิดนวัตกรรมมาให้ถูกต้อง1. ขั้นการประดิษฐ์คิดค้น2. ขั้นการพัฒนา3. ขั้นการนำไปใช้ หรือ

เทคโนโลยีที่เป็นที่สนใจในศตวรรษปัจจุบัน
เทคโนโลยี หรือ ประยุกตวิทยา
[1] มีความหมายค่อนข้างกว้าง โดยทั่วไปหมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ
เทคโนโลยีก่อเกิดผลกระทบต่อ
สังคมและในพื้นที่ที่มีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ เทคโนโลยีได้ช่วยให้สังคมหลาย ๆ แห่งเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้นซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในหลาย ๆ ขั้นตอนของการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีได้ก่อให้ผลผลิตที่ไม่ต้องการ หรือเรียกว่ามลภาวะ เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างที่ถูกนำมาใช้มีผลต่อค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคม เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็มักจะถูกตั้งคำถามทางจริยธรรม
ความหมาย
เทคโนโลยี คือ การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์

คำว่า เทคโนโลยี ในทางเศรษฐศาสตร์ มองเทคโนโลยีว่า เป็นความรู้ของมนุษย์ ณ ปัจจุบัน ในการนำเอาทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ (รวมถึงความรู้ว่าเราสามารถผลิตอะไรได้บ้าง) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จะเกิดขึ้นเมื่อความรู้ทางเทคนิคของเราเพิ่มขึ้น

“เทคโนโลยี” มีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้แก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิต เช่น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้ เป็น เทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดังปัจจุบัน การเพิ่มของประชากร และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นปัจจัยด้านเหตุสำคัญในการนำและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น

เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กันมาก เทคโนโลยีเกิดจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับประเทศตะวันตก ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยหลักสำคัญคือ ความรู้ทาง ิทยาศาสตร์คือการพยายามที่อธิบายว่าทำไมจึงเกิดอย่างนั้น (Why) เช่น นักฟิสิกส์ อธิบายว่า เมื่อขดลวดตัดสนามแม่เหล็กจะได้กระแสไฟฟ้า และน้ำเกิดจากไฮโดรเจนผสมกับออกซิเจนเป็นต้น


ล้อ เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาตั้งแต่ยุคโบราณส่วนในความหมายของเทคโนโลยีเป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติแก่มวลมนุษย์ กล่าวคือ เทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสมบัติส่วนรวมของชาวโลก มีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ บทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นลำดับ เช่น การตราพระราชบัญญัติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าในปี พศ 2514 และจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงานแห่งชาติขึ้นในปี พศ 2522 ให้ทำหน้าที่หลักในการเผยแพร่และพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการพัฒนาอย่างมาก กล่าวโดยสรุปดังนี้

เทคโนโลยีกับการพัฒนาอุตสาหกรรม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น ประหยัดแรงงาน ลดต้นทุนและ รักษาสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีที่มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย เช่น คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุกรรม วิศวกรรม เทคโนโลยีเลเซอร์ การสื่อสาร การแพทย์ เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ เช่น พลาสติก แก้ว วัสดุก่อสร้าง โลหะ
เทคโนโลยีกับการพัฒนาด้านการเกษตร ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิต ปรับปรุงพันธุ์ เป็นต้น เทคโนโลยีมีบทบาทในการพัฒนาอย่างมาก แต่ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาจะต้องศึกษาปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน เช่น ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ความเสมอภาคในโอกาสและการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดความ ผสมกลมกลืนต่อการพัฒนาประเทศชาติและส่วนอื่นๆอีกมาก

[แก้] วิทยาการและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี
ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เป็นที่สนใจของคนทุกมุมโลกทุกสาขา เทคโนโลยีจึงเป็นที่แพร่หลายและถูกนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนการศึกษาในสมัยนี้จึงมีหลักสูตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้าไปด้วย หากถามว่าเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดและคนทั้งโลกให้ความสำคัญมากที่สุดคงปฏิเสทไม่ได้ว่าคือเทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เรารู้จักกันดีคือคอมพิวเตอร์เพราะปัจจุบันนี้เรามองไปทางไหนก็น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศไปหมด ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ มือถือ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์เตอร์ PDA GPS ดาวเทียม ก็ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ และไม่นานมานี้ได้มีการออก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นการบ่งบอกว่าสังคมให้ความสำคัญแก่คอมพิวเตอร์
ที่มา http://th.wikipedia.org/wik

2552-05-17

เพลงนี้ความหมายดี......ฟังไว้ครับ

เพลง ระวังหมดอายุ - ป๊อด โมเดิร์นด๊อก

อุปสรรคขัดขวางแล้วเธอไม่ยอมทำอะไร ระวังหมดอายุเดินๆตามความฝันแล้วเธอก็ทำครึ่งๆกลางๆ ระวังหมดอายุอยากเก่งแบบพี่ป๊อดแต่เจอปัญหาเธอก็ป๊อด ระวังหมดอายุอยากทำเซอร์ทำฮิต แต่เธอไม่คิดทำอะไร ระวังหมดอายุอิสระเป็นของเรา มีอะไรยังค้างสะสางให้จบ ชีวิตมันไม่ยืนยาวคิดอะไรก็ทำมันก่อนจะสายนั่งรอพรสวรรค์รอไปวันๆไม่ทำอะไร ระวังหมดอายุชีวิตไม่ใช่สิวๆถ้ามัวแต่ชิว ก็ไม่ได้ความ ระวังหมดอายุผิดๆถูกๆกี่ครั้งก็ดีกว่ายังไม่ได้ลอง ระวังหมดอายุอยากออกไปเปิดหูเปิดตาแต่มัวอยู่ในกะลา ระวังหมดอายุFree your mind Free your soulความฝันไม่เคยรอใคร อย่าปล่อยให้เวลาของเราหมดไป

2552-05-16

ความแตกต่างของคน

คนแบ่งออกเป็นเพศชายและเพศหญิงและสามารถแยกย่อยออกไปอีกตามชาติศาสนา เชื้อชาติ ภาษาหรือสรีระทางร่างกายสูงต่ำดำขาว แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันแม้แต่ฝาแฝดที่เกิดมาพร้อมกันก็ไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นแล้วทำไมเราจึงต้องคาดหวังกับการใช้ชีวิตมากมายว่าต้องเป็นแบบบนั้นแบบนี้ต้องมีรถมีบ้านถึงจะมีความสุข...กลายเป็นข้อจำกัด..ในการความสุขเราไม่มีก็มีความสุขได้เราควรใช้เวลาที่เหลือให้มีค่ามากที่สุดหยุดใช้วัตถุนำทางความสุขใช้เวลาที่เหลือหาความรู้บนโลกใบนี้มีอะไรอีกมากมายให้เราศึกษาได้ทำและเรียนรู้..และถ่ายทอดให้กับคนที่เขาไม่รู้..ความรู้เท่านั้นทีทำให้เราแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง